เมื่อหยิบไวน์ขึ้นมาสักขวด คนส่วนใหญ่มักดูชื่อองุ่น ประเทศ หรือฉลากสวยก่อน แต่ตัวเลขเล็ก ๆ บนขวดกลับช่วยบอกอะไรได้มากกว่านั้น นั่นคือ วิธีดูระดับแอลกอฮอล์ไวน์ ที่ใช้คาดเดาความหนักเบา ความนุ่ม และบุคลิกของไวน์ได้ค่อนข้างแม่นยำเลยนะ
ถ้ารู้วิธีอ่านค่า ABV คุณจะเลือกไวน์ได้ตรงกับมื้ออาหารมากขึ้น และลดโอกาสหยิบขวดที่เข้มเกินไปสำหรับมื้อสบาย ๆ หรือเบาเกินไปสำหรับงานเลี้ยงสำคัญ หลายครั้งไวน์ที่ดูคล้ายกันบนชั้นวาง กลับให้ประสบการณ์ต่างกันชัดเจนเพราะระดับแอลกอฮอล์นี่แหละ
เริ่มจากตัวเลขบนฉลากที่หลายคนมองข้าม


ฉลากไวน์มักมีตัวเลข ABV หรือ Alcohol by Volume อยู่ใกล้ด้านหน้า ด้านหลัง หรือบริเวณข้อมูลนำเข้า ตัวเลขนี้คือสัดส่วนแอลกอฮอล์ในไวน์ขวดนั้น ถ้าเห็น 12% ก็แปลว่าไวน์ขวดนั้นมีแอลกอฮอล์ประมาณสิบสองส่วนในร้อยส่วนของปริมาตรทั้งหมด
จุดที่น่าสนใจคือ ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าไวน์ “แรง” แค่ไหน แต่มันพอสะท้อนแนวทางการทำไวน์ได้ด้วย ไวน์ที่ ABV ค่อนข้างต่ำมักให้ภาพรวมเบาสบาย ดื่มง่าย ส่วนไวน์ที่ ABV สูงขึ้นมักมีตัวตนเข้มกว่า กลิ่นและรสอาจอิ่มกว่าในปาก คนที่ชอบไวน์แบบนุ่มนวลมักสังเกตจุดนี้ก่อนซื้อเสมอ
ตัวเลข ABV บอกอะไรเกี่ยวกับไวน์ขวดนั้น
ABV คือจุดเริ่มต้นของการอ่านไวน์ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ไวน์ขาวหลายขวดอยู่แถว 11% ถึง 13% ส่วนไวน์แดงบางสไตล์อาจอยู่ราว 13% ถึง 15% ถ้าเห็นตัวเลขสูงขึ้น ก็มีแนวโน้มว่าไวน์จะให้ความอุ่นในลำคอและเนื้อสัมผัสที่ชัดกว่า
แต่ต้องอ่านให้เป็นนะ ตัวเลขเดียวไม่ได้แปลว่าไวน์จะหนักเสมอไป ถ้าเป็นไวน์ที่มีกรดสด กลิ่นผลไม้ชัด และแทนนินนุ่ม ก็อาจดื่มลื่นกว่าที่คิด ตัวอย่างง่าย ๆ คือไวน์ขาวแห้งค่า ABV 13% อาจรู้สึกเบากว่าไวน์แดงรสเข้มค่า 12.5% เพราะโครงสร้างรสต่างกัน
ทำไมไวน์องุ่นต่างภูมิภาคจึงมีระดับแอลกอฮอล์ไม่เท่ากัน
ภูมิอากาศเป็นตัวแปรสำคัญ องุ่นในพื้นที่อากาศอุ่นมักสุกมากกว่า ทำให้มีน้ำตาลสูง พอหมักจึงแปลงเป็นแอลกอฮอล์ได้มากขึ้น ส่วนพื้นที่อากาศเย็นองุ่นมักสุกช้ากว่า จึงมักได้ไวน์ที่ ABV ต่ำกว่าและมีความสดชัดกว่า
ในทางปฏิบัติมักพบว่าไวน์จากภูมิภาคที่แดดจัด เช่น บางพื้นที่ในออสเตรเลียหรือแคลิฟอร์เนีย จะให้ความเข้มและความอิ่มในปากมากกว่าไวน์จากพื้นที่เย็นกว่าอย่างบางแคว้นในฝรั่งเศสหรือเยอรมนี นี่คือเหตุผลที่การดูประเทศอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูตัวเลขบนฉลากประกอบด้วย
ระดับแอลกอฮอล์ส่งผลต่อรสไวน์อย่างไร
ระดับแอลกอฮอล์มีผลต่อความรู้สึกในปากมากกว่าที่หลายคนคิด ไวน์ที่ ABV สูงมักให้สัมผัสอุ่นที่ปลายลิ้นและลำคอ บอดี้ดูเต็มขึ้น และเนื้อไวน์ให้ความหนาแน่นกว่า ส่วนไวน์ที่ ABV ต่ำจะให้ความสบาย ปลายรสสั้นกว่า และมักเหมาะกับการดื่มยาว ๆ มากกว่า
ถ้าจะเลือกไวน์ให้เข้ากับสถานการณ์ ลองมอง ABV เป็นสัญญาณของ “จังหวะการดื่ม” ไวน์เบาเหมาะกับช่วงเริ่มต้นมื้ออาหารหรือดื่มคู่กับอาหารที่ไม่หนัก ส่วนไวน์ที่เข้มขึ้นเหมาะกับมื้อหลักหรือเมนูที่มีรสเข้มกว่า ตัวอย่างเช่น ไวน์ขาวแห้งที่สดและเบาอาจเข้ากับอาหารทะเลได้ดี ขณะที่ไวน์แดงที่เนื้อแน่นเหมาะกับเนื้อย่างหรือซอสเข้ม
อีกมุมหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ABV ไม่ได้ทำให้ไวน์ “ดี” หรือ “แพง” กว่าเสมอไป มันแค่บอกบุคลิกคนละแบบ ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์พอดีและสมดุลกับกรดกับผลไม้ มักให้ประสบการณ์ที่กลมกล่อมกว่าขวดที่ตัวเลขสูงแต่รสกระด้าง
จริงหรือที่ไวน์แอลกอฮอล์สูงแรงกว่าเสมอ
ไม่จริงเสมอไป ไวน์ที่ ABV สูงอาจดูหนักกว่าในตอนแรก แต่ถ้าโครงสร้างรสดี มันจะกลืนอยู่ในเนื้อไวน์อย่างแนบเนียน คนดื่มจำนวนมากจึงรู้สึกว่าไวน์บางขวด “นุ่ม” ทั้งที่ตัวเลขแอลกอฮอล์ไม่ได้ต่ำเลย
ความเข้าใจผิดที่ทำให้คนเลือกไวน์พลาด
หลายคนเห็น 14.5% แล้วรีบคิดว่าจะดื่มยาก แต่จริง ๆ ต้องดูองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ไวน์ที่มีผลไม้สุกชัด กรดสมดุล และแทนนินไม่แข็ง อาจดื่มง่ายกว่าค่า 12.5% บางขวดด้วยซ้ำ ถ้าไวน์ขาดความสมดุล ต่อให้แอลกอฮอล์ไม่สูง ก็ยังรู้สึกแข็งหรือแหลมได้
ประสบการณ์ที่เจอบ่อยคือคนเลือกไวน์ตามตัวเลขล้วน ๆ แล้วผิดหวัง เพราะลืมดูสไตล์ของไวน์ ขวดที่ดีควรมีความกลม ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย การชิมหรืออ่านโน้ตไวน์ประกอบจึงช่วยได้มาก
อ่านระดับแอลกอฮอล์ร่วมกับความหวาน กรด และแทนนิน
ความหวานช่วยกลบความรู้สึกแอลกอฮอล์ได้บางส่วน กรดช่วยให้ไวน์ดูสดและไม่หนักเกินไป ส่วนแทนนินทำให้ไวน์แดงรู้สึกฝาดและมีโครงสร้าง ถ้าสามอย่างนี้สมดุลกัน ABV สูงก็ยังดูสง่างามได้
ลองนึกภาพไวน์แดงผลไม้สุกที่มีแทนนินละเอียดกับไวน์แดงรสฝาดจัดที่ ABV ใกล้กัน ขวดแรกมักดื่มง่ายกว่าอย่างชัดเจน นี่แหละเหตุผลที่ วิธีดูระดับแอลกอฮอล์ไวน์ ต้องอ่านควบคู่กับข้อมูลบนฉลากและสไตล์ไวน์เสมอ
เลือกไวน์ให้เหมาะกับมื้ออาหารและโอกาส


การเลือกไวน์ที่ดีไม่ใช่แค่เลือกขวดที่ชอบ แต่ต้องเลือกให้เข้ากับโต๊ะอาหารและบรรยากาศด้วย ถ้าดู ABV เป็น คุณจะคัดไวน์ได้เร็วขึ้นมาก เพราะตัวเลขนี้ช่วยบอกน้ำหนักของไวน์ได้ในระดับหนึ่ง ก่อนเปิดขวดด้วยซ้ำ
ไวน์แดง ไวน์ขาว และแชมเปญควรดู ABV แบบไหน
ไวน์ขาวที่ ABV ต่ำถึงกลางมักให้ความสดและสะอาด เหมาะกับอาหารทะเล สลัด หรือมื้อกลางวันแบบไม่หนักเกินไป ส่วนไวน์แดงที่ ABV กลางถึงค่อนข้างสูงมักเหมาะกับเนื้อแดง พาสต้าเข้มข้น หรือเมนูย่าง เพราะรับกับรสชาติได้ดีขึ้น
ส่วน แชมเปญ หรือสปาร์กลิงไวน์มักถูกเลือกเพราะความสดและความมีชีวิตชีวา ไม่ใช่เพราะความหนักของแอลกอฮอล์ ดังนั้นถ้าต้องการเปิดในงานฉลองหรือช่วงเริ่มต้นมื้ออาหาร มักเลือกขวดที่ดื่มง่ายก่อน แล้วค่อยขยับไปสไตล์ที่เข้มขึ้นตามลำดับ
เลือกขวดสำหรับดินเนอร์ งานเลี้ยง หรือของขวัญอย่างไร
มื้อครอบครัวควรเลือกไวน์ที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องสูงเกินไปจนคนส่วนใหญ่รู้สึกหนัก ส่วนงานเลี้ยงหรือดินเนอร์ทางธุรกิจมักเหมาะกับไวน์ที่มีโครงสร้างดีและภาพลักษณ์ดูเนี้ยบ ขวดที่ตัวเลข ABV สมดุลมักให้ความรู้สึกสุภาพกว่าไวน์ที่เข้มจัด
ถ้าซื้อเป็นของขวัญ ให้คิดถึงผู้รับก่อนขวดสวยเสมอ คนที่ชอบดื่มสบาย ๆ อาจชอบไวน์ขาวหรือสปาร์กลิงที่ไม่หนัก ขณะที่คนชอบไวน์แดงมักประทับใจกับขวดที่มีรายละเอียดและชั้นเชิงมากกว่า การเลือกให้ตรงนิสัยผู้รับดูมีรสนิยมกว่าการเลือกจากราคาหรือชื่อดังเพียงอย่างเดียว
เคล็ดลับซื้อไวน์อย่างมั่นใจจากร้านที่คัดสรรมาแล้ว
ดู ABV เป็นอย่างเดียวไม่พอ ร้านที่คัดสรรไวน์ดีช่วยลดความเสี่ยงเรื่องคุณภาพและความแท้ได้มาก โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการไวน์สำหรับดื่มเองหรือซื้อหลายขวด การเลือกจากแหล่งที่เชื่อถือได้ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นมาก
Wine Duty Free เป็นร้านขายส่งไวน์ Duty Free ในประเทศไทยที่คัด ไวน์แดง ไวน์ขาว และแชมเปญ จากไร่องุ่นชั้นเลิศทั่วโลก พร้อมรับรองของแท้ 100% ทุกขวด และมีประสบการณ์กว่า 15 ปี ในวงการ ถ้าต้องการขวดที่ตอบโจทย์ทั้งรสชาติและงบประมาณ การเริ่มจากร้านที่เชี่ยวชาญจะช่วยให้เลือกไวน์ได้คมขึ้นจริง ๆ
เลือกไวน์ขวดถัดไปได้แม่นขึ้นด้วยวิธีดูระดับแอลกอฮอล์ไวน์


วิธีดูระดับแอลกอฮอล์ไวน์ ช่วยให้คุณอ่านบุคลิกของขวดได้เร็วขึ้น ทั้งความเบา ความหนัก และความเหมาะกับอาหาร ถ้าใช้ ABV ร่วมกับสไตล์ไวน์และโอกาสที่จะดื่ม คุณจะลดการเลือกผิดได้มาก
ครั้งหน้าก่อนหยิบขวด ลองดูตัวเลขบนฉลากก่อนเสมอ แล้วถามตัวเองว่าอยากได้ไวน์แบบสด เบา หรือแน่นมีตัวตน ถ้าต้องการแหล่งเลือกซื้อที่มั่นใจได้ ลองมองหาร้านที่คัดไวน์อย่างพิถีพิถันอย่าง Wine Duty Free นะ





